ผม "แดง" นะครับ อ้อ ใช่ครับ นั่นแหละที่มาของ Mr.RedHair นั่นเอง เรามาแชร์โลกการลงทุนให้มันเข้าใจได้ง่ายขึ้นกันนะครับ



หนึ่งในขั้นตอนการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ นั่นก็คือ การวางแผนการเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่ง WealthMagik มีเครื่องมือในส่วนนี้ เพื่อให้นักลงทุนสามารถวางแผนได้ว่า แผนในปัจจุบันนั้นมีโอกาสสำเร็จมากน้อยเพียงใด และหากไม่สำเร็จจะทำอย่างไรให้สำเร็จได้

อ้างอิง : http://www.wealthmagik.com/FP/FPHome.aspx

6 แผนทางการเงิน เพื่อสร้างโอกาสให้สำเร็จให้มากยิ่งขึ้น

1. แผนการออมเงิน (Saving Plan)
แผนที่ประยุกต์ใช้ได้หลายกรณีมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาพรวมของการเก็บออม โดยตั้งจุดประสงค์ขึ้นมาว่า เป้าหมายของเราต้องใช้เงินเท่าไหร่ เช่น ออมเพื่อท่องเที่ยว ออมเพื่อซื้อของที่อยากได้ ฯลฯ

2. แผนเพื่อซื้อบ้าน (Housing Plan)
- สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านสักหลัง โดยที่ต้องวางแผนเก็บเงินเพื่อเงินดาวน์ และเพื่อประเมินวงเงินที่ต้องการกู้ รวมถึงเงินผ่อนต่อเดือน ดูกระแสเงินที่เกิดขึ้นจนกระทั่งผ่อนครบ

3. แผนเพื่อการศึกษาบุตร (Education Plan)
แผนสำหรับส่งลูกเข้าเรียน ใช้ประเมินตั้งแต่บุตรยังไม่เข้ารับการศึกษา จนกระทั่งจบการศึกษา โดยการวางแผนจะแบ่งเป็นสองช่วง คือช่วงเก็บเงินเตรียมตัว และช่วงการใช้เงินส่งลูกเรียน

4. แผนเพื่อการเกษียณ (Retirement Plan)
แผนเพื่อการเกษียณ 1 ในแผนชีวิตที่สำหรับผมคิดว่าสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นแผนระยะยาว ถึงยาวมาก เพราะวางแผนจนถึงวันที่เราลาโลกไปเลย และเป็นการวางแผนสำหรับ need เบื้องต้นของเรานั่นเอง มากกว่านี้ได้ ถือว่าเป็นผลพลอยได้

5. แผนเพื่อการวางแผนภาษี (Tax-Saving Plan)
สำหรับผู้มีเงินได้แล้ว ต่างก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ให้รัฐ แต่ก็มีเงื่อนไขที่ทำให้เราสามารถลดหย่อนภาษีได้ และยังสร้างประโยชน์ให้เราในระยะยาวอีกด้วย ทั้งส่วนของ LTF, RMF หรือประกัน

6. แผนเพื่อซื้อกรมธรรม์ (Insurance Plan)
เราไม่รู้ได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา และยิ่งถ้าเราเป็นรายได้หลักของครอบครัว แล้ววันหนึ่งที่ครอบครัวสูญเสียรายได้ไป ปัญหาต่างๆก็คงเกิด การทำประกันก็เป็นส่วนหนึ่งเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องนี้ แผนตัวนี้จะบอกว่า ทุนประกันที่ต้องมีเพื่อครอบคลุมส่วนที่ต้องมี หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน คือเท่าไหร่ครับ

ทีนี้ก็รู้แผนการเงินไปแบบคร่าวๆทั้ง 6 แผนกับ WealthMagik แล้วนะครับ
แล้วผมจะมาลงวิธีการใช้ รวมถึงประโยชน์ และแนวคิดในแต่ละแผนกันเลยครับ

อย่าลืมติดตามกัน โดย like ที่ FB.com/MrRedHair นะครับ ^_^
โชคดี บรรลุเป้าทุกๆแผนการเงิน
Mr.RedHair


คำถาม ที่ทำให้รู้ว่า คนที่ถามน่าจะมีปัญหาในอนาคต เพราะความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง นั่นก็คือ

"ลงทุนในกองทุน AA แล้วมันให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่"
"ปกติลงทุนในหุ้น ดอกเบี้ยปีละเท่าไหร่"

เห้ย!! ไม่ใช่แล้ว ดอกเบี้ยกับปันผล มันไม่เหมือนกันนะ!!


ก่อนอื่นเลย ผมขอคาดเดาก่อนว่า คำถามลักษณะนี้ เป็นเพราะคนที่ถามเองเนี่ย รู้จักคำว่าดอกเบี้ยจากการฝากเงิน หรือปล่อยกู้ และยังไม่รู้จักคำว่าลงทุนสักเท่าไหร่ เพราะสถานะของผู้ลงทุนจะไม่เหมือนกัน

หมายความว่า 2 อย่างนี้ต่างกันแบบมีนัยยะสำคัญ ที่ต้องเข้าใจมันก่อนเลยนะครับ

ดอกเบี้ย
ถ้าเราถามถึงสิ่งนี้ นั่นหมายถึง เราอยู่ในสถานะ เจ้าหนี้ ครับ มันคือการที่ เราเป็นผู้มีเงิน และมีผู้ต้องการใช้เงิน มาขอยืมเงินเรา แน่นอนว่า เงินก้อนที่เราให้ไป ในช่วงที่เค้ายืมอยู่ เราก็เอาเงินก้อนนั้นมาทำอะไรไม่ได้ นั่นก็แปลว่าเราจะเสียผลประโยชน์ในช่วงเวลานั้นไป แทนที่เราจะได้ใช้เงิน หรือนำเงินนี้ไปสร้างผลตอบแทน
ซึ่งการจ่ายดอกเบี้ย ก็คือการชดเชยในส่วนที่เราเสียไปนั่นเอง ทีนี้การจ่ายดอกเบี้ยก็ขึ้นอยู่กับตกลงกันว่า ทุกๆเดือน ทุกๆสัปดาห์ หรือทุกๆปี ซึ่งเมื่อครบสัญญาแล้ว เราก็จะได้เงินต้นคืน + ดอกเบี้ยที่เราได้มาตลอดทาง สมมตินะครับ
ถ้าเราให้ยืมไป 100 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี ยืมไปทั้งหมด 5 ปี เงินที่เราจะได้คืนก็จะเท่ากับ
100 + 5(10) = 150 ครับ

ปันผล 
ถ้าผลตอบแทนที่ได้รับคือเจ้าสิ่งนี้ แสดงว่าเราอยู่ในสถานะ เจ้าของ นั่นแปลว่าเงินที่เรานำเข้าไปลงทุน ก็คือเราร่วมหุ้น เพื่อทำกิจการนั้นๆ ซึงปันผล ก็คือเงินที่จ่ายออกมาให้ผู้ร่วมทุน หรือผู้ถือหุ้น ซึ่งนั่นแปลว่าผลลัพธ์ที่ได้มา จะต้องขึ้นกับผลประกอบการของบริษัทด้วยนั่นเอง ทีนี้การจ่ายปันผลนั้น
ปกติแล้วจะจ่ายโดยดูจากส่วนกำไรที่กิจการนั้นๆทำได้ แบ่งออกมาให้กับผู้ถือหุ้น แปลว่า หากขาดทุน อาจจะไม่ทำการจ่ายปันผลก็ได้ และหากจ่ายปันผลออกมาในขณะที่ขาดทุน ก็แปลว่าแบ่งเงินจากส่วนที่เป็นทุนของเราออกมาจ่ายนั่นเองครับ ตัวอย่างนะครับ
เราเข้าซื้อหุ้น เป็นจำนวน 100 หุ้น มูลค่า 1,000 บาท คือได้ต้นทุนหุ้นละ 10 บาท
สมมติให้กิจการได้กำไรมา 20% ราคาหุ้นเติบโตเป็น 12 บาท ต่อหุ้น กิจการเลือกที่จะจ่ายปันผล ประมาณ 10% ของกำไร ส่วนที่เหลืออาจจะนำไปขยายกิจการเพิ่มเติม โดยปันผลออกมาหน่วยละ 1 บาท ณ วันที่จ่ายปันผลออกมา (โดยปกติคือวันประกาศจ่าย หรือวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD) จากราคาหุ้น 12 บาท ปันออกมา 1 บาท จะทำให้ราคาหุ้นเหลือ 11 บาท +/- กับปัจจัยอื่นๆ (ปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวะตลาด)
และถ้ากิจการไม่ได้กำไร แต่เลือกที่จะปันผลด้วยเหตุผลใดๆ นั่นก็จะแปลว่า จากต้นทุนที่อาจจะไม่ได้โตขึ้น หรือน้อยลง ในวันที่จ่าย ก็จะลดส่วนที่ปันผลออกไปทันที +/- กับปัจจัยอื่นๆเช่นกัน

เพราะฉะนั้นแล้ว ดอกเบี้ย และปันผล ต่างกันนะครับ แต่ทั้งคู่ ก็มีข้อดีข้อเสียในตัวเองนะครับ


ดอกเบี้ย 

ข้อดี คือ สามารถกำหนด หรือรับรู้ได้ว่าจะได้ผลตอบแทนออกมาเท่าไหร่ และยังต้องได้ แม้ว่าผู้กู้จะขาดทุนจากเงินก้อนนั้นๆก็ตาม
ข้อเสีย คือ ถ้าคนที่กู้ยืมเงิน นำเงินไปลงทุนจนขยายไปได้ 100 เท่า 1,000 เท่าก็ตาม ผู้ให้กู้ก็ยังได้ดอกเบี้ยตามที่ตกลงเท่านั้น


ปันผล

ข้อดี คือ ถ้ากิจการนั้นขยายตัวได้ดี ปันผล และมูลค่าของหุ้นอาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้ โดยไม่กำหนดเพดาน ในฐานะผู้ร่วมหุ้น ก็จะได้ผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง
ข้อเสีย คือ ถ้ากิจการไปได้ไม่สวย เราก็ต้องร่วมรับผิดชอบขาดทุนด้วยนั่นเองครับ


จะดอกเบี้ยก็ดี ปันผลก็ดี ขอให้คนที่ติดตาม Mr.RedHair ได้กันเยอะๆนะครับ ^^
ยังไงก็อย่าลืมเข้าไปกด like Page "MrRedHair" กันด้วยนะครับ

โชคดีในการลงทุนครับ
Mr.RedHair


ในช่วงที่สภาวะตลาดแบบนี้ที่ส่งผลให้ทั้งพอร์ตหุ้น หรือพอร์ตกองทุนที่ลงทุนในหุ้นก็ดี พบกับตัวเลขขาดทุนที่อาจจะทำให้หลายๆคนตกใจ และคำถามยอดฮิตที่พบประจำช่วงนี้ก็คือ

"ขายก่อนดีมั๊ย! แล้วค่อยเข้าใหม่"

"ทำยังไงดี ไม่ได้เปิดมานาน ขาดทุนไปเยอะเลย"

ซึ่งจริงๆแล้วก็มีกูรูหลายท่านที่ออกมา ชี้แนะแนวทางกัน แต่วันนี้ผมคิดว่า สุดท้ายแล้วการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับนักลงทุน ถ้าผมขอให้ย้อนกลับไปในวันที่ เราเข้ามาลงทุนในหุ้น หรือกองทุนหุ้น ก็ดี เราตั้งใจจะมาทำกำไรระยะสั้น เพื่อออม เพื่อปันผล หรือว่าด้วยจุดประสงค์ใด

หากเป็นการทำกำไรระยะสั้น ผมคิดว่านั่นก็อาจจะทำให้ต้อง cut-loss ยอมขาดทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนสร้างผลตอบแทนทางอื่น หรือต้องคอยดูสัญญาณอย่างจดจ่อ

แต่ถ้าเป็นระยะยาว หรือเพื่อออมเงินให้มากพอ จนปันผลออกมาพอใช้ ซึ่งการที่นำเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง สิ่งที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนเลย คือ ควรจะนำ "เงินเย็น" หรือเงินที่ไม่รีบร้อนหรือจำเป็นต้องใช้ปัจจุบันทันด่วนมาลงทุน ไม่ใช่ "เงินร้อน" นะครับ เพราะอาจจะเดือดร้อน 2 ต่อ ทั้งความเสี่ยงที่จะขาดทุน ประกอบกับจังหวะที่เราจำเป็นต้องใช้เงินแต่ไม่พอให้ใช้


ทีนี้สำหรับคำถามยอดฮิตในช่วงนี้ เพื่อให้เห็นทางเลือกอย่างชัดเจนนะครับ ผมจะจำแนกออกมาดังนี้

1. เงินเย็น และเชื่อว่ากองทุนนี้ยังดีได้ในอนาคต
    ปล่อยไว้ อาจจะซื้อเพิ่ม เพราะถือว่าต้นทุนต่ำลงมาแล้ว วันหนึ่งจะดีได้

2. เงินเย็น ก้ำกึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะดีหรือไม่ดี
    ปล่อยไว้ แต่เงินที่จะซื้อเพิ่มไปเพิ่มที่กองอื่น หรือสินทรัพย์ประเภทอื่น เพื่อลดความเสี่ยง หรือสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ใหม่

3. เงินร้อน เพราะจะนำเงินไปลงทุน หรือทำอย่างอื่นโดยด่วน และคิดว่าสร้างผลตอบแทนได้ดี
    ยอมขาดทุน และนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เชื่อมั่นกว่า
    (จะยอมขาดทั้งก้อน เจ็บแต่จบ หรือทยอยออกเพื่อดูทีท่า ขึ้นอยู่กับเราครับ)

4. เงินร้อน เพราะต้องใช้เงินด่วนจริงๆ
    คิดว่ารู้คำตอบกันอยู่แล้วนะครับ

สุดท้ายลองดูนะครับ ว่าเราตกสถานการณ์ไหน เห็นแบบนี้น่าจะทำให้ตัดสินใจกันได้ง่ายขึ้น หรืออาจจะมีทางเลือกอื่นที่คิดได้นะครับ ยังไงแล้วผมหวังว่า เพื่อนๆจะได้คำตอบที่ดีนะครับ

โชคดีในการลงทุน ให้ตลาดสวยงามไวๆครับ
Mr.RedHair




เงิน 4 ชีวิต  อีกมุมมองที่ว่า เงินนั้นมีชีวิตจิตใจ มีนิสัย มันเคลื่อนที่ได้ โดยแต่ละตัวจะมีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็จะดี ถ้าเรารู้จักมันดีพอ เราจะได้จัดการได้ถูกต้อง แบ่งได้ตามนี้ครับ

B - Boss เงินเจ้านาย ซึ่งวิธีการดูก็คือ เป็นเงินที่เรายังต้องหา เพื่อให้ยังคงดำรงชีพอยู่ได้ ถ้าเราหยุดทำงาน เราก็จะมีปัญหาในชีวิตในแต่ละด้าน เราจึงต้องทำงานรับใช้มัน เลยเรียกมันว่า "เงินเจ้านาย"

E  - Executioner เงินเพชรฆาต ให้เดาเล่นๆกันน่าจะเดาออกครับ ว่าหมายถึงเงินประเภทไหน และทุกวันวิธีการใช้จ่ายของคนทั่วไปในไทย ก็สร้างเจ้าเงินประเภทนี้กันมาก มันก็คือเงินล่วงหน้าที่เราเอามาใช้ ถ้าเราไม่รับใช้มัน มันก็จะทำร้ายเรา จริงๆอาจจะเริ่มทำร้ายจิตใจ ตั้งแต่เริ่มมีเลยก็ว่าได้ครับ เช่น การกู้ยืม ซึ่งประเภทนี้ เรียกว่าเป็นลูกน้องที่น่ากลัวของเงินเจ้านายเลยก็ว่าได้ 

F - Friend เงินเพื่อนแท้ ด้วยลักษณะนิสัยที่คอยช่วยเหลือเราเมื่อจำเป็น เช่น ยามเราเจ็บป่วย ยามเราต้องการรางวัลชีวิต เงินเพื่อนแท้ก็จะหยิบยื่นมือมาช่วยเรา โดยไม่ทำร้ายเรา นั่นก็หมายถึงเงินออมทั้งหลาย ที่เราสามารถมาใช้ได้เมื่อจำเป็นครับ ซึ่งจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อ รายรับ มากกว่า รายจ่าย

S - Slave เงินทาสผู้รับใช้ ตามชื่อครับ เป็นเงินทาสที่พักดีต่อเรา เป็นเงินที่คอยทำงานให้เรา และคอยเรียกพรรคพวกเงินทาสมาให้ นั่นก็คือการที่เรารู้จักนำเงินไปลงทุน แม้ว่าเราจะหยุดทำงานแล้ว เงินพวกนี้ก็ยังต้องทำงาน โดยบ่นกับเราไม่ได้เลย ดีใช่มั้ยละครับ สำหรับกลุ่มสุดท้าย (แต่บางคนอาจจะโต้กลับว่า เงินที่ไปลงทุนช่วงนี้ไม่ค่อยจะภักดีเลยแหะ 55+ แม้จะเป็นเงินทาส แต่เราในฐานะเจ้านาย เราก็ควรใส่ใจ หรือวางแผนให้ดีด้วยนะครับ)

จะสังเกตเห็นว่า ก็ยังแบ่งเงินเป็น 2 ฝั่ง คือ B, E  และ F, S ซึ่งในมุมนี้ ผมมองว่าทุกคน ย้ำว่าทุกคนที่ต้องการเงินฝั่งขวานะครับ เพราะนั่นแปลว่าเราจัดการการเงิน และชีวิตเราได้ดีแล้ว ซึ่งก็คล้ายกับเงิน 4 ด้านครับ ที่ไม่จำเป็นที่เราต้องหลุดจากเงินเจ้านายก่อน ถึงจะมีเงินในด้านขวา เรายังสามารถค่อยๆสร้างทั้งหมดได้ครับ ในวันที่เรามีเงินเพื่อนแท้ และเงินทาสผู้รับใช้มากพอ เราก็จะไม่ต้องเพิ่งพิงเงินเจ้านาย และไม่ต้องโดนทำร้ายจากเงินเพชรฆาตด้วย





ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่ง จากหนังสือเล่มนี้ครับ "เงิน 4 ชีวิต" ซึ่งจริงๆแล้วในตัวเล่มยังมีเนื้อหา และความละเอียดอีกมากครับ เช่น กฎ 9/1 หรือ 3/1 ซึ่งขออนุญาตไม่เอามาสปอยนะครับ 55+ หากสนใจก็ลองหาซื้อมาอ่านได้ครับ







ขอให้มีเพื่อนแท้และเงินทาสเยอะๆกันนะครับ
Mr. RedHair


เงิน 4 ด้าน หนังสือเล่มแรกๆแนวๆนี้ที่อ่าน ซึ่งอ่านเมื่อนานมาแล้วนะครับ แต่ก็มีมุมหนึ่งที่ทำให้รู้จักมุมมองของการหาเงินมากขึ้น ซึ่งเนื้อหาหลักๆที่ได้มากล่าวถึงวิธีการที่จะได้เงินมา แบ่งได้ 4 ด้าน

E - Employee ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ยังเป็นตัวนี้นะครับ เรียกง่ายๆก็พนักงานกินเงินเดือนทั่วไป ยังต้องอาศัยการว่าจ้าง และรับเงิน เพื่อใช้ยังชีพ

S  - Self Employ ในจุดนี้หลายๆคนน่าจะเคยเป็นหรือเป็นอยู่ เช่นการเปิดร้านขายของ เปิดเพจขายของ ก็คือมีร้านเป็นของตัวเอง จัดการตัวเอง 

B - Business Owner คือเจ้าของธุรกิจ เริ่มเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่แค่เราสั่งการแล้ว แต่อาจจะมีกรรมการ หรือตำแหน่งอีกหลายตำแหน่ง ที่มีอำนาจสั่งการมากยิ่งขึ้น

I - Investor นักลงทุน มองง่ายๆครับ ก็คือการที่เราร่วมหุ้นด้วยเงิน เพื่อให้เค้าเอาเงินไปสร้างเป็นธุรกิจ หรือบริหารต่อ หรือการซื้อหุ้น ซื้อกองทุน พันธบัตรต่างๆ

จะสังเกตว่า แบ่งเงินเป็น 2 ฝั่ง คือ E, S และ B, I ซึ่งนัยยะของการแบ่งข้างกล่าวไว้ว่า ข้างซ้ายยังคงต้องลงมือใช้แรงหาเงิน คือ ต้องเหนื่อยถึงได้เงินมา แต่ฝั่งขวา จะเป็นการใช้เงินในการทำงานมากกว่า อาจจะมีคำถามว่า แล้ว B ไม่ต้องหรือ นิยามจริงๆคือ เจ้าของต่อให้ไปเที่ยวนานๆ บริษัทก็ยังต้องอยู่ได้ ก็จะมีเหล่า E นี่แหละที่ทำงานให้ ซึ่งในมุมมองของผม จริงๆต่อให้ฝั่งขวาเอง เราก็ควรต้องลงมือ หรือหมั่นทบทวนบ้างนะครับ




อีกเรื่องคือ ไม่ว่าตอนนี้ส่วนใหญ่ของตัวเราจะอยู่ในด้านไหน แต่อย่าจำกัดตัวเองไว้นะครับ เพราะเราสามารถเป็นหลายๆด้านพร้อมๆกัน ส่วนใหญ่จะผลักดันให้ไปอยู่ฝั่งขวา เพราะหวังว่าจะสบาย ซึ่งก็อาจจะจริงครับ แต่หากเรามีงานที่รักและอยากจะทำ เราก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งงานนั้นๆนะครับ สังคมจะอยู่ได้ ก็ยังต้องอาศัพองค์ประกอบหลายด้านครับ (สนใจก็สามารถสั่งซื้อหนังสือกับผมได้นะครับ เอ้ยย!! พูดเล่น สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป แต่เล่มนี้ก็นานแล้วครับ ^^)



โชคดีวันนี้มีเงินหลายด้านนะครับ
Mr.RedHair